ตัวเลข งบประมาณ สะท้อนอะไร ของชนชาติไทย

 

“เสืออากาศ24/7” คอลัมนิสต์ประจำเพจ ดูการอภิปราย พรบ.งบประมาณฯ2563 มองลึกลงไป ถึง งบฯปี2564 ในมุมมอง ปัญหาประเทศ ที่หมักหมม สะท้อนจาก งบประมาณ แนะ
เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ให้ใส่ปัญญาไทยมูลค่าสูง ลิขสิทธิ์ทางปัญญาไทย ลงไปในระบบเศรษฐกิจ คู่ขนาน กับการใส่ตัวเลขเงินงบประมาณจำนวน 3.2-3.3 ล้านล้าน

โดยระบุว่า…
งบประมาณปี63 3.2 ล้านล้านบาท
งบประมาณปี64 3.3 ล้านล้านบาท

เงินงบประมาณได้มาอย่างไร???
“ขายสินค้า-เก็บภาษี”

_ขายสินค้า-เก็บภาษี ผลผลิตสินค้าเกษตรราคาถูก(ข้าว ยางพารา อ้อย สัปปะรด…ที่ได้มาจากการทำสวนไร่นาในลักษณะเข้าบุกรุกทำลายป่าเขา: ปัญหาน้ำแล้ง ร้อนจัด ฝุ่นจัด ท่วมจัด. ตามมา

รัฐไทยจำเป็นต้องจ่ายเงินย้อนกลับไปช่วยเหลือ/ชดเชย/อุดหนุนยามเกิดภัยพิบัติเป็นจำนวนมากมหาศาลในแต่ละปี

_ขายสินค้า-เก็บภาษี ผลผลิตเกษตรกรรมแปรรูป/ปศุสัตว์/อาหาร ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่มันทั้งหมดได้มาจากการบุกรุกป่าเขาอย่างหนักเช่นกัน

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับคือเกษตรกรยากจน-นายทุนร่ำรวย แต่เพียงผู้เดียว)

ขายสินค้า-เก็บภาษี ผลผลิตจากการให้บริการจากแรงงานบริการราคาถูก(ร้านค้าย่อย ร้านอาหาร ..สุราเบียร์เครื่องดื่ม แรงงานระดับล่างราคาถูกที่ส่วนใหญ่ได้มาจากแรงงานของบรรดาผู้คน/นักศึกษาผู้ซึ่งตกงานหลังจากจบการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาราคาแพงจากสถาบันการศึกษาไทย
ซึ่งสุดท้ายก็จะต้องจำใจ

_ขายสินค้า-เก็บภาษี แรงงานไทยราคาถูก(แรงงานไทยในต่างประเทศ โสเภณีไทยนอกประเทศ)

_ขายสินค้า-เก็บภาษี ผลผลิตสินค้านวัตกรรมราคาแพงจากปัญญาของชาวต่างชาติ(มาจากการส่งเสริมการลงทุน: สินค้านวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ 8 ประการ/พลังงาน…

โดยเฉพาะยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ ยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือเครื่องใช้เครื่องจักรกล ซอฟต์แวร์

_ขายธรรมชาติราคาแพงที่เป็นผลผลิตทางธรรมชาติมูลค่าสูง(การท่องเที่ยว : โรงแรม รีสอร์ต อาหาร โสเภณี ที่นำมากล่าวอ้างกันว่ามันสร้างเงินรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ1) ซึ่งการขายธรรมชาติมูลค่าสูงให้เป็นเงินรายได้มูลค่าต่ำเข้าประเทศนั้นมันกำลังจะก่อผลกระทบระยะยาว ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยอาจไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลืออยู่ก็ได้ เราขายมันจนหมดเกลี้ยง ธรรมชาตินั้นถูกสร้างมานานหลายล้านล้านปี มันต้องใช้ระยะเวลานานนับร้อย/นับพันปีในการฟื้นฟูสภาพตัวมันเอง)

นั่นหมายถึงว่า
_รายได้/งบประมาณ3.2 ล้านล้านบาท ปี63 เป็นเงินกู้ราว4-5แสนล้านบาท
_รายได้/งบประมาณ3.3 ล้านล้านบาทปี64 เป็นเงินกู้ราว5-6แสนล้านบาท
(หักคืนงบประมาณเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น-รายจ่ายสำรอง-รายจ่ายฉุกเฉิน…เป็นตัวเลขประมาณ 4-5-6แสนล้านบาท/ปี โดยที่รัฐบาลส่วนกลางนั้นมุ่งหวังเก็บภาษีมาจากการค้าขายสินค้านวัตกรรม(ต่างชาติ)ทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ/พลังงานในรูปการดำเนินธุรกรรมในท้องถิ่นให้มาเป็นรายได้ของประเทศ

ทว่ารัฐไทยก็มิสามารถเก็บภาษีมาจากการค้าขายผลผลิตทางปัญญา:สินค้านวัตกรรม(ไทย)ที่เกิดมาจากปัญญาท้องถิ่นได้เลย (เนื่องจากท้องถิ่นทั่วไทยเกือบไม่เหลือปัญญาท้องถิ่นของตน มันสูญหายไปจนสิ้น มันถูกปัญญาของชาวต่างชาติเข้าครอบคลุมจนสิ้น) รัฐบาลส่วนกลางเองก็มิได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจไทยมาจากปัญญาท้องถิ่นของไทยกันมากนัก

ยกเว้นปัญญาท้องถิ่นในรูปของ OTOP ซึ่งแท้จริงแล้วก็เพื่อหวังผลหาเสียงทางการเมืองเท่านั้น OTOP มันก็ถือว่าเป็นปัญญาท้องถิ่นที่น้อยเกินไปและปัญญาดังกล่าวมันก็ห่างจากยุคสมัยที่ควรจะเป็น

ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลที่มีเกษตรกรรมฉลาด(บนที่ดินจำนวนน้อย)กับอุตสาหกรรมฉลาดเป็นฐานราก..มากเกินไป

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทุกท้องถิ่นในประเทศไทยในปัจจุบันขาดองค์ความรู้ภูมิปัญญาแห่งยุคสมัยเป็นของตนเองจึงได้ตกอยู่ในสถานะยากจนในที่สุดมาจนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ คนไทยร้อยละ95 อยู่อาศัยในท้องถิ่นนั้นกลายเป็นคนยากจน

รายได้ของประเทศไทยในสภาพไร้ปัญญาเป็นของตนเองในทุกวันนี้นั้นกล่าวได้ว่ามันล้วนได้มาจากการขายผลผลิตทางธรรมชาติราคาถูก กับ มาจากการค้าขายสินค้านวัตกรรมที่เกิดมาจากปัญญาราคาแพงของชาวต่างชาติ(ที่ได้มาจากการส่งเสริมการลงทุน-กับ-การนำเข้าโดยตรง) รวมถึงได้มาจากการกู้เงินสด(มาจากต่างประเทศ) เป็นหลักเกือบทั้งสิ้น

รายได้ของประเทศไทยมันมิใช่เกิดมาจาก “ปัญญาไทย” บนการคิดค้นวิจัยพัฒนาประยุกต์
เงินงบประมาณ3.2-3.3 ล้านล้านบาทมันเป็นตัวเลขเศรษฐกิจทางการเงินเท่านั้น(งบประมาณปี63-64)โดยที่มันหาได้มีตัวเลขเศรษฐกิจทางปัญญาไทยเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อยไม่ !!!

แม้ว่าจะเป็นที่รู้กันดีว่าตัวเลขเศรษฐกิจทางปัญญาไทยนั้นมันเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าแพงยิ่ง(ลิขสิทธิ์ทางปัญญาใดๆของชนชาติใดๆย่อมมีมูลค่าราคาแพงยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด)

3.2-3.3 ล้านล้านบาทที่เป็นตัวเลขทางการเงิน(งบประมาณปี63-64) ถูกใส่ลงไปในสัดส่วนมูลค่า : 0 (ศูนย์)บาทของมูลค่าทางปัญญา(ตลอดในทุกปี) กล่าวคือ งบประมาณที่เป็นตัวเลขทางการเงินงบประมาณมิได้ถูกใส่แบบคู่ขนานลงไปบนตัวเลขทางปัญญาไทยแม้แต่น้อย

หากประเทศไทยเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

ใส่ปัญญาไทยมูลค่าสูง(ลิขสิทธิ์ทางปัญญาไทย)ลงไปในระบบเศรษฐกิจ คู่ขนาน กับการใส่ตัวเลขเงินงบประมาณจำนวน 3.2-3.3 ล้านล้านบาท(ปี63-64)ข้างต้นลงไปในระบบเศรษฐกิจใหม่ในลักษณะสนธิบูรณาการมันเข้าด้วยกัน (ซึ่งประเทศไทยก็ไม่เคยกระทำมาก่อน

-เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยทำมาก่อนจึงทำให้ประเทศไทยไร้องค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรมแห่งยุคสมัยอันเป็นมูลเหตุทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา/ทำให้คนไทยเป็นชนชาติยากจนมาจนถึงทุกวันนี้)

วิธีการด้านการเงินงบประมาณของไทยที่บรรดาตัวเลขเงินบาทที่มันไม่ได้ถูกใส่ลงไปคู่ขนานกับตัวเลขมูลค่าทางปัญญาไทย(ลิขสิทธิ์ทางปัญญาไทย)ซึ่งคนไทยเราก็ได้กระทำวิธีในการเช่นนั้นกันมายาวนานเป็นเวลากว่าศตวรรษมันพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่ามันมิได้ทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม..วิธีการด้านการเงินงบประมาณเช่นนี้มันยิ่งทำให้ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในลักษณะขาดดุลต้องกู้เงินมาเพิ่มเติมทุกๆปีเพื่อให้มีตัวเลขเงินพอดีกับรายจ่ายไปโดยตลอด ไม่มีหนทางเลือกอื่น

…เราคนไทยในประเทศไทยมิเคยคิดสร้างมูลค่าทางปัญญาขึ้นมาควบคู่กับตัวเลขทางการเงินงบประมาณ

ตัวเลขเงินงบประมาณ 3.2-3.3 ล้านล้านบาทปี63-64 หากมันถูกใส่ลงไปบนตัวเลขมูลค่าทางปัญญา ซึ่งตัวเลขมูลค่าทางปัญญานั้นมันอาจเป็นมูลค่าราคาแพงกว่าตัวเลขเงินงบประมาณหลายเท่าตัว มันอาจเป็นมูลค่าตัวเลข a.a-b.b ถึง x.x-y.y ล้านล้านบาทก็ได้. ..แล้วมันก็จะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจใหญ่โตมีมูลค่าสูงยิ่ง มันทำให้อัตราค่าเงินบาทมีมูลค่าสูงยิ่งตามมาได้โดยปริยายเฉกเช่นอัตราค่าเงินของประเทศเจริญแล้ว

ทว่ามันเป็นที่น่าเสียดายว่าเงินงบประมาณ3.2-3.3 ล้านล้านบาทของปี63-64 มันเช่นเดิมยังคงถูกใส่ลงไปในปัญญาของชาวต่างชาติ(ที่เข้ามาลงทุนผลิตสร้างค้าขายสินค้านวัตกรรม)ในประเทศไทยจนสิ้น-เกือบทุกบาททุกสตางค์

เงินงบประมาณจำนวน 3.2-3.3ล้านล้านบาทในแต่ละปีที่เป็นตัวเลขเศรษฐกิจนั้นมันเกือบทั้งหมดกำลังจะไหลลงไปสู่ตัวเลขที่เป็นมูลค่าทางปัญญาของชาวต่างชาติเสียทั้งหมด

ยิ่งเติมเงินงบประมาณลงไปมากเท่าไรก็จะยิ่งสูญเปล่า ไม่มีวันเต็ม

ตรงกันข้าม ..ชาวต่างชาตินับวันก็มีแต่จะร่ำรวย ยิ่งเงินงบประมาณในแต่ละปีมีตัวเลขสูงขึ้นมากเท่าใด ชาวต่างชาติยิ่งร่ำรวยมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทว่าในทางตรงกันข้าม คนไทยนับวันก็ยิ่งจะยากจนลงยิ่งขึ้น

การกู้เงินจากต่างประเทศนับวันก็จะต้องมีมากยิ่งขึ้น

หนี้สินของชาตินับวันก็ยิ่งจะมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ..ประเทศไทยไม่มีวันชำระหนี้สิน(จากการนำเข้าปัญญาของชาวต่างชาติมาจากต่างประเทศ)ได้

เงินบาท

เงินบาทไทยมีมายาวนาน มันเป็นที่น่าเสียดายว่ามูลค่าของมันเกิดมาจากการค้าขายสินค้าจากธรรมชาติ/จากแรงงานคนไทยราคาถูกทั้งสิ้น เงินบาทเกือบจะไม่ได้เกิดมาจากปัญญาไทยแม้แต่น้อย…

ปัญญาไทย

ปัญญาไทยจะเกิดมีขึ้นได้อย่างไร???

– นักการเมืองไทย/นักปกครองไทย – ข้าราชการไทยก่อนอื่นจะต้องมีปัญญาทางด้านวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์: เทคโนโลยี-เทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลแห่งยุคสมัย…กันเสียก่อนแล้วการนำพาบ้านเมืองอย่างฉลาดก็จะเกิดขึ้นตามมา

การนำพาบ้านเมืองไทยให้มีปัญญาเกิดขึ้นได้ดังนี้

– สถาบันการศึกษาไทย

ครูอาจารย์-นักศึกษา(สาขาวิทยาศาสตร์/วิศวกรรม)ต้องมีพลังต่อสู้เข้าทำการต่อสู้ชิงชัยกับเทคโนโลยีต่างชาติ

ปัจจุบันปัญญาไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอันเนื่องมาจากพ่ายแพ้ต่อนโยบายทางการเมืองของบรรดาพ่อค้านักการเมือง

ครูอาจารย์-นักศึกษา(สาขาสังคมศาสตร์:รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์..) ก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ในเชิงเศรษฐกิจสังคม

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาพขาดปัญญาและไม่มีจิตวิญญาณมากพอที่จะวิเคราะห์สังเคราะห์ปัญหาของชาติดังกล่าวนี้แม้ว่ามันจะเป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจสังคมที่รุนแรงก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์ไทยต้องกล้าคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไทย ไม่อิงติดกับตัวเลขการเงิน(บาท)มากนักแต่ต้องอิงติดกับตัวเลขมูลค่าปัญญาไทยให้มากขึ้น มิใช่ก้าวเดินตามระบบเศรษฐกิจฝรั่ง(ตัวเลขดอลลาร์-ตัวเลขหุ้น)อย่างที่เคยเป็นมา

ในการนี้ เราประเทศไทยต้องเร่งลงมือพัฒนายกระดับตนเองให้เป็นประเทศสร้างปัญญาไทยขึ้นมาบนธรรมชาติรอบตัวของตัวเองและใช้ปัญญของเราเอง ชนชาติไทยต้องพัฒนายกระดับตนเองให้เป็นชนชาติมีปัญญา

นักการเงินไทย/นักการบัญชีไทยก็จำเป็นต้องกล้าสร้างตัวเลขเงินงบประมาณเข้าไปในระบบการสร้างปัญญาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แล้วปัญญาไทยก็จะเกิดมีขึ้น…

งบวิจัยพัฒนาจำนวนมากต้องทุ่มลงไป (ร้อยละ 10) เพื่อให้เกิดการคิดค้นวิจัยพัฒนาทดลองทดสอบผลิตสร้าง(ต้นแบบ)รับรองการใช้งานบรรดาองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทย/เทคโนโลยีไทย/นวัตกรรมไทยในประเทศไทยภายใต้การใช้ประโยชน์มันสมอง-ทักษะของคนไทยฉลาด

บรรดาโครงการทั้งหลายต้องดำเนินการในลักษณะPurchase & Development เพื่อก่อให้เกิดการวิจัยพัฒนาต่อยอดได้ทันที โดยมิต้องเริ่มต้นจาก0

– พ่อค้าวาณิชย์ก็จะต้องเลิกพึ่งพาปัญญาต่างชาติ

ปัจจุบันเหล่าพ่อค้าวานิชมุ่งแต่จะค้าขายสินค้านวัตกรรมที่เกิดมาจากปัญญาของชาวต่างชาติ ต่างยังคงนำเข้ามาอย่างต่อเนื่องหวังกำไรสูงสุด

– คนไทยทั้งชาติก็ต้องลดละเลิกอุปโภคบริโภคสินค้านวัตกรรมต่างชาติ

ปัจจุบันคนไทยทั้งชาติยังลุ่มหลงอยู่กับการอุปโภคบริโภคสินค้านวัตกรรมราคาถูกคุณภาพต่ำที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ(จีน)ที่ถูกนำมาค้าขายในห้างใหญ่ : แมคโคร โลตัส …โฮมโปร โกลบอล ไทวัสดุ…

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าทั้งชีวิตของคนไทยนั้นเราไม่เคยมีเทคโนโลยี/ไม่เคยมีสินค้านวัตกรรมมาก่อน คนไทยจึงนิยมบริโภคอุปโภคสินค้านวัตกรรมต่างชาติ

จินตนาการ

หากประเทศไทยปัจจุบันเป็นดินแดนทะเลทราย ไม่มีผลผลิตทางธรรมชาติ : ไม่มีป่าเขา ไม่มีน้ำจืด ไม่มีพืชพรรณ ไม่มีสัตว์แมลง ไม่มีชายหาด ไม่มีทะเล ไม่มี…

แล้วคนไทยก็ยังไม่มีปัญญาเป็นของตัวเองอีกด้วย

ตัวเลขการเงินงบประมาณจะออกมาเป็น 3.2-3.3 ล้านล้านบาทในปี63-64 ดังที่เราตั้งธงไว้ได้หรือไม่??

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในสถานะหากประเทศไทยเป็นดินแดนทะเลทรายจะออกมาเป็นเช่นไร ???

มันเป็นเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง

เราคนไทยอย่ามัวหลงระเริงอยู่กับตัวเลขทางการเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ3.2-3.3 ล้านล้านบาทในปี63-64 แต่เพียงอย่างเดียว

เราคนไทยต้องหวนคิดวิเคราะห์ในเรื่องราวเกี่ยวกับมูลค่าทางปัญญาในระบบเศรษฐกิจของไทย ที่มั่นใจว่ามันมีมูลค่าสูงยิ่งกว่า ตัวเลขเงินงบประมาณในระบบเศรษฐกิจดังที่กล่าวข้างต้น

มันแท้จริงคืออธิปไตยในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย