ท่าที เพื่อนบ้าน กับ การดับไฟใต้ ถ้ากองทัพ ไม่เข้มแข็ง เพื่อนบ้าน คงไม่เกรงใจ

 

“เสืออากาศ24/7” มองต่าง คิดต่าง แก้ปัญหาชายแดนใต้ จัดการ กลุ่มก่อความไม่สงบฯ ที่เป็นพวก “นอกรีต”….กังขา ท่าทีเพื่อนบ้าน แนะ ใช้เทคโนโลยีฉลาด-ปัญญาฉลาด สร้างเครื่องมือ แก้ปัญหา ระบบ Sensor ยัน ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเจรจา ไม่รู้ตัวจริง มั้ย

นายพลกองทัพอากาศ เขียนคอลัมน์ ประจำเพจ เขียนถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ หลังจากที่เคย เผยว่ากองทัพอากาศกำลังคิดทำแอพพลิเคชั่น แปลภาษามลายู ยาวี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ประโยชน์ในการปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ มาแล้ว

วันนี้ ตั้งข้อสังเกตุ หลายประการ ในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า ….

เพื่อนบ้าน-ความสงบสุข
“การกระทบกระทั่ง”
“การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้ความ เกรงอก เกรงใจ”

ประเทศไทยกับ3จังหวัดชายแดนใต้ 4 อำเภอ จ.สงขลา ที่ไม่เคยสงบสุข

_ชาติพันธุ์ ที่ไม่คิดและกระทำการใดอย่างสงบสุข
_การเจรจาที่อยู่บนความไร้ศักยภาพ ที่มิอาจนำมาซึ่งความสงบสุขได้

ชาติพันธ์ุ
_ชาติพันธ์ุ ที่มิใคร่ชอบความสงบนั้นจะต้องถูกควบคุมโดยกฎกติกากลางที่เข้มข้น

บรรดาเครื่องมือจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย ต้องถูกคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ในการควบคุมพฤติกรรม บนกฎกติกากลางของชาติพันธ์ุ ที่มิใคร่ชอบความสงบ ผู้เข้ามาอาศัยใช้ชีวิตใน3(4)จชต ของไทย

การคิดค้นวิจัยพัฒนาทดลองทดสอบผลิตสร้างรับรองการใช้งานเครื่องมือฉลาด จากเทคโนโลยีฉลาดด้วยปัญญาฉลาดที่”เหนือชั้นกว่า”ของคนในชาติ ผู้รักความสงบสุข(ไทยพุทธ)ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนำมาใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของ ชาติพันธ์ุผู้ไม่นิยมความสงบ(ใน3(4)จชต)

ไม่ว่า กลุ่มนอกรีต นั้นจะอยู่อาศัยใช้ชีวิตในประเทศไทยและ/หรืออยู่อาศัยใช้ชีวิตนอกประเทศไทย(ในมาเลเซียและ/หรือในอาหรับ-ตะวันออกกลาง)ก็ตาม

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรามีศักยภาพที่”เหนือชั้นกว่า”สำหรับใช้ในการควบคุมพฤติกรรม บรรดาชาติพันธ์ุ ที่มิใคร่ชอบความสงบ บนกฎกติกากลางของสังคมไทยให้อยู่หมัดนั่นเอง

ความเพียรพยายามในการวิจัยพัฒนาฯต้องเกิดมีขึ้นอย่างสูงสุดและต้องให้สำเร็จในเร็ววัน

…แล้วความสงบสุขอย่างถาวรก็จะ(เริ่ม)เกิดขึ้นได้ใน3(4)จชต ของไทย

_การเจรจาบนความไร้ศักยภาพของฝ่ายเราที่อยู่ในสถานะเสมือนเป็นเพียงคู่เจรจาที่”มีศักยภาพเทียบเท่า-มิมีความแตกต่าง” กันเท่านั้น มิมีศักยภาพใดๆโดดเด่นเป็นพิเศษ

– การเจรจาโดยปราศจาก”ความเหนือชั้นกว่า” บนคู่เจรจาเดียวกันนั้นย่อมไม่เกิดผลลัพธ์ในเชิงบวกใดๆ ปฏิกิริยาตอบสนองมิอาจเกิดมีขึ้นมาด้วยซ้ำ

ความสูญเปล่ากับการสูญเสียจึงยังจะเกิดมีขึ้นอยู่เสมอไปโดยมิสามารถนำซึ่งความสงบสุขขึ้นมาในสังคมใน3(4)จชต ได้แม้แต่น้อย

การเจรจาโดยฝ่ายเราไม่มีเครื่องมือฉลาดในการควบคุมพฤติกรรมบนกฎกติกากลาง เสมือนกับการ “เจรจาในห้องมืด”

การเจรจาโดยฝ่ายเราปราศจากอาวุธ-บนขีดความสามารถที่เหนือชั้นกว่า เสมือนกับ “การ เจรจามือเปล่า” ย่อมจะไม่เกิดความยำเกรงใดๆทั้งสิ้น

มิหนำซ้ำอาจถูกสบประมาทเยอะเย้ยตามหลังก็เป็นได้เสียด้วยซ้ำ

การเจรจากับ ชาติพันธ์ุ(นอกรีต) ที่มิใคร่ชอบความสงบ ผู้มีสถานะด้อยกว่าทางสังคมโลกนั้นนอกจากจะมิได้รับผลกำไร ที่เป็นผลประโยชน์แก่บ้านเมืองไทย แม้แต่น้อยแล้ว. ยังเป็นการเจรจาที่ด้อยเกียรติของชนชาติไทยเสียด้วยซ้ำ

การเจรจากับกลุ่มนอกรีต ยิ่งทำให้เสื่อมเกียรติมากยิ่งขึ้น

การเจรจากับชาติพันธ์ุผู้เข้ามาพักพิงอยู่อาศัยใช้ชีวิตบนดินแดนของเราเอง เมื่อไม่นานนี้นั้นเสมือนกับว่าเป็นการเจรจาระหว่างเรา กับแขกโจรผู้มาเยือนในบ้านซึ่งเป็นบ้านของเราเอง ยิ่งเป็นการสูญเสียเกียรติอย่างเป็นที่สุด

การเจรจา(ทุกครั้ง)ที่ไร้ผลนั้นมีสาเหตุอันเนื่องมาจาก…

@ เครื่องมือไม่ฉลาด/no Smart Sensor สำหรับใช้ในการตรวจจับพฤติกรรมเจ้าเล่ห์ กับเครื่องมือไม่ฉลาดสำหรับใช้ในการควบคุมพฤติกรรมกลุ่มนอกรีต แตกต่างไปจากกฎกติกากลางอันนำมาซึ่งการปราศจากความยำเกรงใดๆ

ไม่รู้ว่าเรากำลังเจรจากับใครเสียด้วยซ้ำ เจรจาแล้วจะต้องทำอะไรภายหลัง หากมีข้อตกลง(ซึ่งไม่ควรมี)

ในการนี้ เครื่องมือฉลาดถือเป็นความจำเป็นยิ่งสำหรับการสร้างความสงบสุขใน3(4)จชต. ของไทย ที่คนไทยทั้งชาติต้องเพียรพยายามคิดค้นพัฒนาสร้างมันขึ้นมา

@ อาวุธธรรมดาที่ไม่ฉลาดกว่าที่มีอยู่ในครอบครองของ(กองทัพไทย)ในปัจจุบันนั้นมิสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือหนุนหลังการเจรจาใดๆได้ ไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปมากสักเพียงใด สัจธรรมเป็นเช่นนี้ ต่างรู้กันดี

@ อาวุธที่ไม่ฉลาดกว่าแถมยังว่าเป็นอาวุธ ที่มิได้เกิดจากปัญญาของคนฉลาดในชาติเองด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้การเจรจาขาดน้ำหนักลงมากยิ่งขึ้น

มันเป็นจุดอ่อนของชาติด้อยพัฒนาดังเช่นประเทศไทยที่มันยังไม่ถูกแก้ไขกันอย่างจริงจัง

ทั้งหมดข้างต้นนี้คือสัจธรรมแห่งความจริงที่นักการทหารกับนักยุทธศาสตร์ทหารรวมถึงนักรบทหารหาญกล้าต้องตระหนักคิด

นักการเมืองไทย/นักปกครองไทย-ข้าราชการไทยก็ต้องตระหนักคิดด้วยเช่นกัน

ความเหนือชั้นกว่าในการเจรจาเกิดมีขึ้นได้ด้วย…
_ผู้นำที่ฉลาดกว่า อันนำมาซึ่ง
_คนในชาติมีวินัยมากกว่า นำมาซึ่ง
_ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์/ความเพียรพยายามของคนในชาติที่เป็นเลิศกว่า นำมาซึ่ง
_คนในชาติมีปัญญามากกว่า นำมาซึ่ง
_เครื่องมือ-อาวุธที่มี “ความเหนือชั้นกว่า”
…นำมาซึ่ง
_อำนาจการเจรจาต่อรองเพื่อความสงบสุขที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมหรือมิจำเป็นต้องมีการเจรจาเสียด้วยซ้ำ อันนำมาซึ่ง
_ความสงบสุขอย่างถาวรในบ้านเมืองไทย/ใน3(4)จชต ของไทย

เวทีเจรจา
_การเจรจาในสนามรบ บ่งถึงความพ่ายแพ้ในการรบ
_การเจรจาในสภาฯ/รัฐสภา-สภาผู้แทน-กรรมาธิการ บ่งบอกถึงการพ่ายแพ้สงคราม

(ล่าสุดมีข้อเสนอในลักษณะการเจรจาในเวทีกรรมาธิการจากบุคคลคนๆหนึ่งที่อยู่นอกเวทีเจรจา(แต่อาจอยู่เบื้องหลังการเจรจาในทุกครั้งที่ผ่านมาก็ได้)ว่าให้ทางการไทยถอนการใช้กำลังทหารใน3(4)จชต ของไทย. โดยอ้างว่ามิใช่ภารกิจหน้าที่ของทหาร-ประสงค์ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจกับของคนในพื้นที่

ขณะที่กลุ่มนอกรีตได้รับการสนับสนุนให้สามารถปฏิบัติการใช้กำลังได้อย่างเสรี…

นี่คือหมากกลขั้นแรกแห่งการยึดครองดินแดนเพื่อดำเนินหมากกลในการแยกดินแดน3(4)จชต ของไทยไปเป็นดินแดนของตนเองอย่างถาวร)

_เจรจาในต่างประเทศ บ่งบอกถึงการสิ้นอิสระภาพ/สิ้นเสรีภาพของชาติบ้านเมืองซึ่งประเทศไทยก็พลาดท่ากระทำมาหลายครั้งแม้จะรู้ว่าตัวเองดีว่าการเจรจาโดยปราศจาก”ความเหนือชั้นกว่า”นั้นประเทศชาติจะมิได้อะไรกลับมาเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไทยแม้แต่น้อย บ่งบอกถึงความไร้ศักยภาพของประเทศไทยโดยสดุดี

ความล้มเหลวของการเจรจา(ในทุกครั้งที่ผ่านมา)
_”ความด้อยปัญญาในชาติ” ถือเป็นมูลเหตุหลักสำคัญที่ก่อให้เกิดการเจรจาใดๆในประเทศและ/หรือในต่างประเทศซึ่งถือว่าไม่เป็นการสมควรยิ่งที่ชาติใดๆจะต้องจัดเวทีเจรจาขึ้นในชาติ/ในประเทศและ/หรือขึ้นในต่างประเทศเพื่อให้เกิดความสงบสันติขึ้นในประเทศไทยของตนเอง

“ความด้อยกว่าทางปัญญา” -กับการปราศจาก “ความเหนือชั้นกว่า”ย่อมก่อให้เกิดความล้มเหลวในการเจรจาเสียทุกครั้งไป

_การเจรจาใดๆภายใต้”ความด้อยปัญญากว่า” กับการปราศจาก”ความเหนือชั้นกว่า” ในทางทหารที่เสมือนว่าได้ผลนั้น

ทว่าในข้อเท็จจริงแล้วก็คือการสูญเสียขนาดใหญ่ที่บางครั้งเป็นการสูญเสียที่ถาวรเสียด้วยซ้ำ เฉกเช่น การสูญเสียดินแดนขวานทองแก่ชาติตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม

(บทเรียนดังกล่าวนี้จะต้องถูกนำมาศึกษาวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างเข้มข้นมิให้มีเหตุการณ์ซ้ำดังอดีตเกิดขึ้นมาอีก. บนการจัดการกับ3(4)จชต ของไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้กรณีของ 3(4) จชต ของไทยนั้นแท้จริงแล้วมิจำเป็นต้องจัดให้มีการเจรจาขึ้นมาด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าคนไทย(ไทยพุทธ)ในทั่วทั้งประเทศนั้นหากสามารถสร้าง”ความเหนือชั้นกว่า”ภายใต้การสร้าง “ปัญญาที่ชาญฉลาดกว่า” ขึ้นมาให้มีมากกว่ากลุ่มชาติพันธ์ุ ที่มิใคร่ชอบความสงบ ที่เข้ามาอาศัยใช้ชีวิตบนดินแดนแห่งนี้และ/หรือมากกว่าประเทศที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้ได้เท่านั้น ..

แล้วความสงบสุขก็จะเกิดขึ้นใน3(4)จชต ของไทยเรา)

_คนไทยรุ่นใหม่-สถาบันการศึกษาไทยทั่วทั้งประเทศไทยต้องเร่งสรรสร้างปัญญาไทยขึ้นมาบนเป้าหมาย “ความเหนือชั้นกว่าในทางปัญญา” กับ “ความเหนือชั้นกว่าทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์” ที่ต้องมีต่อคู่เจรจา(หรือต่อฝ่ายตรงข้าม/หรือต่อกลุ่มนอกรีต)

นี่คือหนทางปฏิบัตินำสู่การสร้างความสงบสุขอย่างถาวรให้เกิดมีขึ้นในบ้านเมืองไทย/ใน3(4) จชต ของไทย