วันอาทิตย์, 12 กรกฎาคม 2563

เขตหวงห้าม !!

 

เมื่อก่อน
ที่ บก.ทบ.
ไม่มี อาคาร “ศรีสิทธิสงคราม”
ไม่มี ห้อง “บวรเดช”

.
แต่เพิ่งเปิดใหม่ เมื่อตค.ปีที่แล้ว
หลัง “บิ๊กแดง” บูรณะอาคารพิพิธภัณฑ์ทบ. ส่วนสรรพาวุธ เก่า ทำเป็นห้องประชุม ห้องรับรอง ห้องจัดเลี้ยงเล็กๆ รับแขก ตามไอเดีย”บิ๊กตู่” ที่คิดไว้ตอนเป็น ผบ.ทบ. แต่ไม่ได้ทำไว้ แต่มาเป็นคนเปิด
.
พอ”บิ๊กแดง” มาทำ และตั้งชื่อว่า อาคาร “ศรีสิทธิสงคราม”
และห้อง “บวรเดช”
นักข่าวเราจะมาเดินเพ่นพ่าน อาคารนี้ไม่ได้ เดินผ่านได้อย่างเดียว มาแอบส่องผ่านกระจก ได้นิดหน่อย

อาคารนี้ เป็น สัญลักษณ์ของการ
ยกย่อง ว่า เป็นทหารผู้จงรักภักดี และพยายามล้มรัฐบาลของคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ จนกลายเป็น กบฎบวรเดช ที่สะท้อน ความจงรักภักดี

วันนี้ 24 มิถุนายน 2563 ขณะที่ นิสิต นักศึกษา และประชาชน จัดรำลึกถึง “ปรีดี พนมยงค์” และคณะราษฎร ผู้อภิวัฒน์สยาม เมื่อ 2475

บิ๊กแดง สั่งจัดพิธีทำบุญ และรำลึก ทั้ง “พระองค์เจ้าบวรเดชฯ- พันเอก พระยาสิทธิสงคราม” เป็นครั้งแรก
และตอกย้ำ ด้วยการแจกจ่ายประวัติศาสตร์ฉบับของ ทบ. เอง
ประวัติศาสตร์ ในอีกด้านหนึ่ง
ประวัติศาสตร์ ของทหาร ฝ่ายตัาน คณะราษฎร
ให้คำนิยาม ทหารประชาธิปไตย และฝ่ายเผด็จการ ไปในอีกด้านหนึ่ง

บิ๊กแดง อาจตั้งใจจัดพิธี ไว้อยู่แล้ว แต่ ไม่ได้แจ้งนักข่าว
ทบ.เพิ่งมาแจ้งปุบปับ เมื่อตอนบ่ายว่า จะจัดพิธี ตอน 1500 น. แต่ ผบ.ทบ.
มอบ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผบ.ทบ. ทำพิธีแทน.

ทีมงาน ทบ. รีบ นิมนต์พระปัญญาเทพมุนี เจ้าอาวาส วัดอาวุธฯ มารูปเดียว เลย พร้อมเตรียมเครื่องสังฆทาน และจัดพิธี แบบ ฉุกละหุกกันนิดหน่อย

โดย บิ๊กเล็ก รีบตรงปรี่มาจาก ศบค.ชุดเล็ก ที่ทำเนียบรัฐบาล มาทำพิธี พอมาถึงปุ๊ป ฝนตกเม็ดใหญ่ เปาะแปะๆ หนาเม็ด แล้วตกอย่างหนัก ยาวนาน1 ชม. เต็ม ถีงขั้นที่ บิ๊กเล็ก ต้องวิ่ง ฝ่าฝน ไปขึ้นรถ กลับไปประชุม ที่ทำเนียบฯต่อ
โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์

ส่วนนักข่าว ก็ต้องวิ่งฝ่า ฝน ที่ตกหนักมาก กลับเข้าที่ตั้ง ห้องนักข่าว

ทำข่าว….วันนี้. พลันคิดว่า
ประวัติศาสตร์ ก็ยังเขียนกันคนละฉบับ คนละด้าน คนละมุม

ผู้ชนะ มักจะเป็น ผู้เขียน ประวัติศาสตร์
แต่ ในระยะหลังๆ ไม่ว่า จะ ผู้ชนะ หรือฝ่ายพ่ายแพ้ ต่างก็ มีประวัติศาสตร์เขียนประวัติศาสตร์ ในมุมของตนเอง

อยู่ที่ว่า ใครจะเลือก อ่าน และเลือกเชื่อ แบบไหน

แต่ทางที่ดี ต้องศึกษา อย่างเป็นกลาง และเข้าใจ ในประวัติศาสตร์ ของแต่ละฝ่าย …. เพราะทุกฝ่าย มักจะ บอกว่า ฝ่ายตนเอง ทำดี ทำถูกแล้ว

ตอนเรียน รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทั้ง ตอนปริญญาตรี และปริญญาโท ….เราเรียนเรื่อง อ.ปรีดี เรื่องคณะราษฎร และ คณะทหารสายเจ้า ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง. ได้รู้มูลเหตุ ของแต่ละฝ่าย ทำให้ประวัติศาสตร์ น่าสนใจ มากกว่า ตอนที่เราเรียนตอนประถมฯ มัธยมฯ

เหมือนศึกษา เรื่องพระเจ้าตากสินฯ กับ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก่อนมาเป็น ต้นราชวงศ์จักรี ….. มีอะไรน่าสนใจกว่าที่เรียนตอนเด็กๆ มีเอกสาร หนังสือ ให้ค้นคว้า มากมาย แม้แต่ หนังสืองานศพ รายงานการประชุม บันทึก

การเรียน การอ่านค้นคว้า ที่มากขึ้น ทำให้ได้เข้าใจว่า ทำไม “อ.ปรีดี”ต้องไปใช้ชีวิต ในต่างแดน มองย้อน ศึกษาไปถึงปฏิบัติการ I.O. ในยุคนั้น เข้าใจคณะราษฎร และ เข้าใจ ฝ่ายทหารที่ต่อตัานคณะราษฎร

หาก เราถอยออกมา แล้ว ศึกษา เราจะเข้าใจ บริบทของ สังคมไทย และทหารไทย การเมืองไทย มากขึ้น และ ชัดเจนขึ้น

และที่แน่ๆ คือ บทบาททหาร ในทางการเมือง ตั้งแต่ ก่อน 2475 จนหลัง 2475 เรื่อยมาจนมาถึง วันนี้

การเมืองไทย หนีไม่พ้นทหาร …. ไม่ว่าจะ ทหารเก่า ที่เข้าสู่การเมือง ตามระบอบ. และการรัฐประหาร. การปราบจลาจลทางการเมือง และเกมการเมือง ในกองทัพ ….พี่น้อง…. เพื่อน….รุ่น
ทั้งรักใคร่ กลมเกลียว ทั้ง ขัดแย้ง แย่งชิง กันเอง

นักการเมืองทหาร นักการเมืองอิงทหาร และ ทหารอิงนักการเมือง

มองย้อนหลัง ไป ก่อน 88 ปี ที่แล้ว จนมา วันนี้ …. ก็ยังไม่เห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ของความกลมเกลียว ความสงบ สามัคคี เลยแม้แต่น้อย

เดิน ตากฝน กัน ต่อไป !!

error: Content is protected !!