วันอังคาร, 7 กรกฎาคม 2563

“ผบ.ศูนย์อวกาศ”เผยภารกิจ ปิดทองหลังพระ

16 มิ.ย. 2020
122

“ผบ.ศูนย์อวกาศ”เผยภารกิจ ปิดทองหลังพระเฝ้าดูแลอวกาศ 24 ชม.ป้องกัน ดาวเทียมต่างชาติลักลอบเข้ามา- เฝ้าตรวจ ป้องการสอดแนม-ป้องกัน ชิ้นส่วนจากอวกาศ ตกใส่ประเทศไทยเผย จรวดVEGA และISIS-ArianeSpaceยิงNAPA1 ขึ้นอวกาศ19 มิย.นี้
เผย สเปค CubeSat ขนาด 6U ขึ้นสู่วงโคจรที่500 กิโลเมตรจากพื้นโลกSun Synchronous ความเอียงของแนวการโคจร 98องศา
ขี้ เป็นก้าวแรก ก้าวสำคัญ สู่Space Domainทำงาน การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวนทางอวกาศ – Space ISR สนับสนุน “ศปก.ทอ.”ทั้งงานความมั่นคง-ช่วยประชาขน-ป้องกัน บรรเทาภัยพิบัติ

.
“บิ๊กป๊อก” พลอากาศตรี สุพิจจารณ์ ธรรมวาทะเสรี ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ กล่าวถึง
การปฏิบัติการทางอวกาศเพื่อความมั่นคงของ ทอ.และดาวเทียม “นภา 1”
โดยศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ (SPOC-Space Operation Center) ว่า ในปัจจุบันหลายประเทศได้มีการพัฒนาและแสวงหาการใช้ประโยชน์จากกิจการอวกาศอย่าง ก้าวกระโดด ซึ่งเป็นผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล

และผลประโยขน์แห่งชาติจากกิจการอวกาศของประเทศไทย ก็เช่นกัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก จากการศึกษาวิจัยของสถาบันต่าง ๆ พบว่า มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ด้วยเทคโนโลยีอวกาศสามารถตอบสนองในการพัฒนาประเทศได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การพยากรณ์อากาศ การวางผังเมือง การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การสื่อสารและโทรคมนาคม

รวมถึงการใช้ดาวเทียมเพื่อความมั่นคงในการลาดตระเวนเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่ชายแดน

​ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2560 มาตรา 60กำหนดหน้าที่ของรัฐไว้ว่า “รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้ เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน”

ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงทางอวกาศด้วยเช่นกัน

ด้วยความสำคัญด้านความมั่นคงและภัยคุกคามทางอวกาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กองทัพอากาศจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี และกำหนดให้มิติอวกาศเป็นหนึ่งในมิติหลัก

ในการปฏิบัติภารกิจ และได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศเมื่อตุลาคม 2562เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติในอวกาศ และการปฏิบัติการทางอวกาศทั้งปวงเพื่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งการเฝ้าระวังทางอวกาศ (Space Situational Awareness – SSA)
เพื่อค้นหา ติดตามและพิสูจน์ทราบภัยคุกคามจากอวกาศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านอวกาศของประเทศ

เช่น ดาวเทียมของต่างชาติ เข้ามาใช้วงโคจรดาวเทียมค้างฟ้าที่ประเทศไทยได้สิทธิอยู่,

การชนดาวเทียมของไทยโดยวัตถุอวกาศ และการล่วงหล่นของชิ้นส่วนจรวดของต่างชาติที่โคจรผ่านประเทศไทย เป็นต้น

โดยใช้ระบบตรวจจับภาคพื้น (Ground-Based Sensors) กล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งที่ ณ สถานีเฝ้าระวังทางอวกาศ ดอยอินทนนท์ จ. เชียงใหม่ และสถานีเฝ้าระวังทางอวกาศสมุย สุราษฎร์ธานี

พร้อมกับดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ณ ศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศเพื่อประเมินสถานการณ์ภัยคุกคาม และแจ้งเตือนหน่วยต่าง ๆ ต่อไป

การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวนทางอวกาศ (Space Intelligence Surveillance and Reconnaissance – Space ISR)
มีภารกิจด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวนทางอวกาศ (Space ISR)

ที่จะสามารถสนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพอากาศได้ทั้ง ระดับยุทธศาสตร์ ระดับยุทธการ และระดับยุทธวิธี ทั้งในภารกิจการปฏิบัติการรบและการปฏิบัติการที่มิใช่การรบ โดยการใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลจากดาวเทียม แล้วดำเนินการปรับแก้และประมวลผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ในวันที่ศุกร์ที่ 19มิ.ย.2563 นี้ จะเป็นก้าวสำคัญในมิติอวกาศอีกก้าวหนึ่งของกองทัพอากาศ ซึ่งจะมีการส่งดาวเทียม “นภา 1” ที่เป็นดาวเทียมเพื่อความมั่นคงครั้งแรกของกองทัพอากาศ โดยจะอยู่ในชั้นวงโคจรระยะต่ำ Low Earth Orbit

ดาวเทียม “นภา 1” นี้สร้างโดยบริษัท Innovative Solutions In Space ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในการออกแบบและสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก การพัฒนาระบบสถานีภาคพื้น

ซึ่งดาวเทียม “นภา 1” มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นดาวเทียมตามมาตรฐาน CubeSat ขนาด 6U จะส่งขึ้นสู่วงโคจรที่ความสูง500 กิโลเมตรจากพื้นโลก

มีวงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun Synchronous) ความเอียงของแนวการโคจร 98องศา

นำส่งโดยจรวดVEGA ของบริษัท Ariane Space แอเรียนสเปซ โดยจรวด VEGA นั้นเป็นจรวดนำส่งดาวเทียมขนาดเล็กที่จะเน้นการปล่อยดาวเทียมสำรวจโลกและดาวเทียมสำหรับใช้ในด้านวิทยาศาสตร์

ด้วยขีดความสามารถของดาวเทียม “นภา 1” ที่สามารถถ่ายภาพพื้นโลกจากอวกาศและเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติการได้ทั่วประเทศไทย ทำให้สามารถตอบสนองภารกิจการปฏิบัติการทางอากาศและอวกาศ การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดน การสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การบรรเทาสาธารณภัย

ตลอดจนจะเป็นรากฐานอันสำคัญในการพัฒนาสร้างอุตสาหกรรมอวกาศภายในประเทศไทยได้อีกด้วย

​ในด้านความมั่นคงนั้น ดาวเทียม “นภา 1” จะสามารถนำมาบูรณาการข้อมูลภาพถ่ายทางอวกาศร่วมกับระบบตรวจจับอื่น ๆ ของกองทัพอากาศเพื่อสร้างให้เกิดการตระหนักรู้ในสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เป็นการสนับสนุนระบบบัญชาการและควบคุมทางอากาศในการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง

ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ ทำให้ผู้บังคับบัญชา (Decision Maker) สามารถตัดสินตกลงใจในการสั่งการ และส่งข้อมูลให้กับผู้ปฏิบัติ (Shooter) ส่งผลให้สามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว

นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำขีดความสามารถดังกล่าวมาสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย เช่น สนับสนุนข้อมูลพื้นที่จุดความร้อนเพื่อการควบคุมไฟป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศและมลภาวะ การสนับสนุนข้อมูลเพื่อการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมโดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม “นภา 1” และดาวเทียมอื่น ๆ ร่วมกัน ในการวางแผนเพื่อบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

ซึ่งกองทัพอากาศได้จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอวกาศให้มีขีดความสามารถในการปกป้องภัยคุกคามทางอวกาศต่อผลประโยชน์แห่งชาติไทย การสร้างความมั่นคง การช่วยพัฒนาประเทศ และการบรรเทาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

Fb.Wassana Nanuam

error: Content is protected !!