วันเสาร์, 11 กรกฎาคม 2563

“ผบ.ทอ.”สะท้อนใจ โครงการ”ข้าวชาวนา แลกปลาชาวเล” คงเป็นเพียงตำนาน

“ผบ.ทอ.”สะท้อนใจ
โครงการ”ข้าวชาวนา แลกปลาชาวเล”
คงเป็นเพียงตำนาน เล่าขานเกี่ยวกับการปฎิบัติการทางอากาศ
ในช่วงเกิดสงครามโรคระบาดCovid-19
แล้ว ก็จะถูกลืม
และเลือนหายไปในที่สุด!

หวั่น ไม่มีใคร รับลูก ในการสานต่อการขายตรง โดยไม่ผ่าน พ่อค้าคนกลาง เกษตรกร ได้เต็มๆ แต่ ต้อง ดีลกัน โดยตรง กองทัพอากาศ เริ่มให้แล้ว ชี้ ไม่ต้องใช้ เครื่องบินC-130 เพราะแค่ นำร่องไอเดีย แต่ใช้การขนส่งรูปแบบอื่น

แนะ รัฐไทยต้องเพียรพยายามสรรสร้างระบบโลจิสติกส์ ยุคอนาคตขึ้นมาทดแทนยานยนต์ดั้งเดิม ทดแทนการใช้C-130 ที่ได้นำมาทำเป็นโครงการนำร่อง

.
พลอากาศมานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. เขียนข้อความ แชร์กันใน กองทัพอากาศ ถึง โครงการ”ข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล” ที่กองทัพอากาศ ดำเนินการ ว่า ปัญญาไทยบนโครงการนำร่อง “ข้าวชาวนา- แลกปลาชาวเล”

นำ ข้าวยโสธร จำนวน5ตัน : ปลาชาวเลราไวย์1.5ตัน ถูกนำมาดำเนินเป็นโครงการนำร่อง เพื่อพิสูจน์ทราบปัญญา และ พิสูจน์ทราบความคิดของบรรดานักการเมืองไทย ของนักปกครองไทย ของข้าราชการไทย ในความคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจไทยแห่งยุคอนาคต

ข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล โดยกองทัพอากาศไทยที่ทดลองทำเป็นโครงการนำร่องนี้ ด้วยการนำเครื่องบิน C-130 มาใช้เป็นพาหะในการขนส่งผลผลิตของชุมชนข้ามท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลกัน

โดยกองทัพอากาศไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่าย และบรรดาปลาทั้งหมดกับข้าวสารทั้งหมดที่ถูกนำไปแลกกันระหว่างผู้อุปโภคด้วยกันก็ไม่มีค่าใช้จ่าย(มีแต่ธรรมชาติกับแรงงานมนุษยที่ถูกใช้และเวลาเป็นต้นทุน)

ในการนี้ หลักการสำคัญของโครงการนำร่องนี้มีอยู่ว่า จะต้องไม่มี “พ่อค้าคนกลาง” กับ ไม่มีระบบโลจิสติกส์รูปแบบเดิมๆ” เข้ามาพัวพัน

เสียงสะท้อน
ก_หลายคนคิดว่ามันเป็นโครงการที่ดี เป็นการช่วยเหลือคนยากจนให้มีกินมีใช้(ชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี)

ข_หลายคนว่ามันไม่ดี มันสิ้นเปลืองไม่คุ้มค่าใช้จ่ายกับการนำเครื่องบินของทางราชการไปใช้ในโครงการนำร่องนี้

ค_หลายคนชื่นชมว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีแต่คิดว่าคงกระทำกันได้ไม่นานเพราะจะเข้าลักษณะไฟไหม้ฟาง

ถูกทั้ง ก ข ค ตามความคิดของแต่ละคน!!!

€ มีใครที่คิดลึกไปกว่านี้บ้างไหม???

กองทัพอากาศทดลองทำโครงการนำร่อง “ข้าวชาวนา แลกปลาชาวเล” นี้ก็เพื่อเฝ้าดูว่าหลังจากที่โครงการนี้ผ่านสายตาประชาชนไปแล้ว. ….

จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องในทางการเมือง/ในทางการปกครอง-ในทางราชการ-ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐ/เอกชนของประเทศไทย(สาขาสังคมศาสตร์:รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ – วิทยาศาสตร์/วิศวกรรมศาสตร์)ได้ลงมือกระทำการศึกษาวิเคราะห์สังเคราะห์อะไรกันบ้าง???ให้ออกมาเป็นบทเรียนสำหรับการสร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนทนทานต่อสภาพโลกาภิวัตน์และ/หรือในยามเกิดสงครามภัยพิบัติ(สงครามโรคระบาดCovid-19)สำหรับใช้กับสังคมไทยแห่งยุคอนาคต???

หรือว่า…ปล่อยมันผ่านไปให้กลับเข้าสู่วังวนของระบบเศรษฐกิจแบบเดิมดังเช่นที่มันเคยเป็นอยู่ก่อนหน้าสงครามโรคระบาดCovid-19

วังวน
1_เกษตรกรผู้ผลิต(ธรรมชาติ: พืชพรรณ + สัตว์แมลง + ภูมิปัญญาท้องถิ่น + แรงงาน + เวลายาวนานนับเดือน/นับปี) ยังคงเป็นกลุ่มคนยากจนสุด/ด้อยโอกาสสุดที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยต่อไป(หากเป็นเกษตรกรต่างประเทศส่วนใหญ่มักจะมีสถานะร่ำรวย)

2_พ่อค้าคนกลาง (เงินทุน + กิจการซื้อไปขายมา + เวลาเพียงน้อยนิด = กำไรมหาศาล) กลายเป็นกลุ่มคนผู้ร่ำรวย(และมีอำนาจต่อรองตามอำนาจเงิน)

3_ผู้ประกอบการขนส่ง(โลจิสติกส์สำหรับเชื่อมโยงผู้บริโภค”ชาวนา-ชาวเล” (เงินทุน/ยานพาหนะต่างชาติ/นำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง/บริโภคเชื้อเพลิง-พลังงานราคาแพงและสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม) + กิจการขนส่ง + อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์/เทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอล + เวลาที่ใช้ในการขนส่งไม่นานมากนัก = กำไรงาม) กลายเป็นกลุ่มคนที่รวยบ้างจนบ้างเนื่องจากยานยนต์ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศกับเชื้อเพลิงที่ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง/ควบคุมราคาไม่ได้ ผ่อนจ่ายชำระงวดเป็นจำนวนครั้งละไม่น้อยโดยที่เงิน(บาท)ทั้งหมดไหลออกนอกประเทศ

4_รัฐไทย ต้องกระทำการลงมือรีดภาษีพ่อค้าคนกลาง(ได้บ้างไม่ได้บ้าง)-เก็บภาษีผู้ประกอบการขนส่ง(ได้บ้างไม่ได้บ้าง)อยู่ต่อไป ภาษีที่ได้ก็นำไปช่วยเหลือจุนเจือ/แจกเกษตรกร(ประชาชน)ผู้ยากจน/ผู้ด้อยโอกาส/จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการ-เงินเดือนนักปกครอง/จ่ายเป็นรายได้ให้กับนักการเมือง

1-2-3-4-1-2-3-4-1-2-3-4….วนเวียนเป็นวังวนเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด…

“เกษตรกรยากจนยิ่งกว่าเดิม-ขาดโอกาสยิ่งกว่าเดิม”
“พ่อค้าคนกลางร่ำรวย”
“ผู้ประกอบการรวยบ้างจนบ้าง”
ดังเช่นเดิมอยู่ต่อไปไม่รู้วันจบสิ้น

คำถาม
“ทำอย่างไรจึงจะทำให้วังวน1-2-3-4-1-2-3-4-1-2-3-4…หายหมดสิ้นไปจากประเทศไทย” …

“ทำอย่างไรจึงจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศไทย”…
A_เกษตรกรผู้ผลิตที่เป็นคนไทยด้วยกันเองในราชอาณาจักรไทยต่างมีกินมีใช้ในสิ่งอุปโภคบริโภคที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเงิน/ไม่ต้องใช้เงินซื้อหากันภายในราชอาณาจักรหรือใช้เงินก็แต่เพียงน้อยที่สุด โดยที่ผลผลิตที่เหลือเกินจากความต้องการอุปโภคบริโภคระหว่างคนไทยในประเทศนั้นให้ส่งออกไปขายตลาดต่างประเทศหารายได้เป็นเงินเข้าประเทศ

B_พ่อค้าคนกลางในประเทศได้จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยไปโดยสิ้นเชิง
พ่อค้าคนกลางในเวทีค้าขายระหว่างประเทศสมควรต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหารายได้เข้าประเทศ
พ่อค้าคนกลางในประเทศถูกเปลี่ยนการงานอาชีพให้ไปเป็นผู้ผลิตส่งผลผลิตสู่สังคมทดแทนการดำเนินกิจการ “ซื้อไปขายมา”

C_ระบบโลจิสติกส์ ทันสมัย(ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศฉลาด/ดิจิตอล)/ปลอดภัย(วิศวกรรมแห่งอุตสาหกรรมฉลาด)/สะดวก/เป็นมิตรกับส่งแวดล้อม/ราคาถูกยิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับยุคอนาคตได้เกิดมีขึ้นในประเทศไทยเป็นของไทยเราเองเพื่อให้มันเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงท้องถิ่นเข้าด้วยกันแบบโดยตรง(เชื่อมผู้บริโภคผู้บริโภค:ชาวนา-ชาวเลกันโดยตรง)และเชื่อมต่อไป-มาในระหว่างประเทศที่ต้องการซื้อ(ขาย)สินค้าเกษตรไทย(ผลผลิตทางการเกษตรจากธรรมชาติ: พืชพรรณ สัตว์แมลง… + ภูมิปัญญาท้องถิ่น + แรงงาน + เวลาที่ใช้) ตามอุปทานสิ่งอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพราคาแพงจากประเทศไทย

D_รัฐไทยได้(เข้า)ทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์/นโยบาย/ควบคุมกลไกรัฐไทยอย่างมีประสิทธิภาพมิใช่เพียงแค่ทำการรีดเก็บเงินจากพ่อค้าคนกลาง/จากผู้ประกอบการนำไปจุนเจือเกษตรกรผู้ยากจน/นำไปจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับคนของรัฐไทย…เท่านั้น

รัฐไทยต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานอย่างชาญฉลาดให้วังวน1-2-3-4-1-2-3-4-1-2-3-4…ดังกล่าวหายหมดสิ้นไปจากประเทศไทย…

รัฐไทยสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหันไปทำหน้าที่สรรสร้างความคิด/สรรสร้างกรอบนโยบายกระทำการส่งเสริมให้คนไทยได้มีขีดความสามารถในการคิดค้นวิจัยพัฒนาทดลองทดสอบผลิตสร้างรับรองการใช้งานบรรดาระบบโลจิสติกส์แห่งอนาคตให้เกิดมีขึ้นในประเทศไทยเป็นของเราเอง(ไม่ต้องพึ่งพานวัตกรรมต่างชาติราคาแพงอีกต่อไป)เพื่อก่อให้เกิดเป็นเครื่องมือรูปแบบใหม่สำหรับสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่แห่งยุคอนาคตที่เชื่อมโยงผู้ผลิต-ผู้บริโภคเข้าด้วยกันโดยตรง

เครื่องบินC-130 ของกองทัพอากาศถือว่าเป็นเพียง “สิ่งสมมุติ”ในระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่ถูกนำมาทดลองใช้เพื่อการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-กับ-ผู้บริโภคในลักษณะนำร่องให้เกิดความคิดใหม่ๆเท่านั้น มิได้หวังว่าจะนำเครื่องบินC-130 มาใช้ในโครงการนำร่องนี้เป็นการถาวร

ข้อเท็จจริง
“เวลาผันผ่านมานานแรมเดือนหลังจากสิ้นสุดโครงการนำร่อง”…

a_ธรรมชาติ:พืชพรรณ/ข้าว-สัตว์แมลง/ปลา ภูมิปัญญา แรงงาน เวลา ในประเทศไทยซึ่งยังคงบริสุทธิ์และมีมากพอและน่าจะยังมีต่อไปอีกยาวนานก็ยังไม่ได้รับการศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงเพื่อสร้างผลผลิตท้องถิ่นชั้นเลิศขึ้นมาใหม่

b_เกษตรกรซึ่งมีจำนวนมากเพียงพอกับชีวิตเกษตรกรอันถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทยก็ยังไม่ได้รับการสร้าง/ส่งเสริมให้ฉลาด

ในการนี้เพียงแต่รัฐไทยต้องสร้างโอกาสให้เขาสามารถใช้ความฉลาดมาสร้างผลผลิตด้านการเกษตรกับสร้างระบบค้าขายชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยในลักษณะของการลดพ่อค้าคนกลางในประเทศลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้(เลิกระบบเสรีนิยม/ล้มระบบทุนนิยมไปโดยปริยาย)

c_ระบบโลจิสติกส์ไทยที่ปัจจุบันถือได้ว่ามีสภาพอ่อนแอที่สุดในระบบเศรษฐกิจไทยที่รัฐไทยโดยนักการเมืองไทย/นักปกครองไทย-ข้าราชการไทยต้องหันมาทบทวนสร้างระบบโลจิสติกส์ไทยที่มันต้องถูกนำไปใช้ในทั่วทั้งประเทศไทย ที่ผ่านมาระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทยนั้นมันล้วนเกิดมาจากปัญญาของชาวต่างชาติทั้งสิ้น มันถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้นนับเป็นเวลานานราวศตวรรษโดยไม่มีปัญาไทยถูกใส่ลงไป

ระบบโลจิสติกส์: ยานยนต์ เชื้อเพลิง เส้นทาง ..ระบบหีบห่อ ระบบการตลาด(นอกประเทศ) ระบบคลัง ระบบข้อมูล…ที่ใช้ในระบบเกษตรกรรม/ในระบบเศรษฐกิจไทยล้วนเกิดมาจากปัญญาชาวต่างชาติทั้งสิ้น มันมีราคาแพง

กองทัพอากาศเห็นภาพเช่นนี้จึงได้จำลองภาพและลงมือดำเนินโครงการนำร่องโดยใช้เครื่องบินC-130 ทำการทดลองขนส่งสินค้าเกษตรข้ามท้องถิ่นเสมือนว่า เป็นระบบโลจิสติกส์ยุคอนาคต(UAV-Drone : Fixed Wing – Rotor Wing)ที่ขนส่งได้ไกล-รวดเร็ว-ราคาถูก(พลังงานธรรมชาติรอบตัว) เป็นการทดลองทดสอบแบบสมมติในครั้งนี้

ในการนี้ หมายถึงว่า รัฐไทยต้องเพียรพยายามสรรสร้างระบบโลจิสติกส์ยุคอนาคตขึ้นมาทดแทนยานยนต์ดั้งเดิม(ที่เกิดมาจากปัญญาของต่างชาติ)/ทดแทนการใช้C-130(ฟรีค่าใช้จ่าย)ที่ได้นำมาทำเป็นโครงการนำร่อง

ทั้งนี้ เชื่อว่า ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งยุคอนาคต…UAV/Drone…แห่งยุคอนาคตจะสามารถเข้ามาแทนที่รถยนต์-แทนที่เครื่องบินยุดดั้งเดิมได้

d_รัฐไทย(รัฐสภา-รัฐบาล-ส่วนราชการ-องค์การ)ผู้รับผิดชอบทำหน้าที่สร้างและควบคุมกลไกของประเทศต้องปรับกระบวนทัศน์ในการนำพาขับเคลื่อนประเทศไทยขึ้นมาใหม่โดยมุ่งหันมาใช้ปัญญาไทยไปใช้ในการสร้าง/พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองภายใต้การใช้มันสมอง-ทักษะของคนไทยเราเองดังเช่นอดีตกาลที่ผ่านมา-โดยเร่งลดละเลิกพึ่งพาปัญญาชาวต่างชาติอย่างจริงจังดังนี้แล้ววงจร 1-2-3-4-1-2-3-4-1-2-3-4…ก็จะหมดสิ้นไป

“ข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล” ที่ได้ดำเนินเป็นโครงการนำร่องที่ได้ผ่านตาคนไทยไปแล้วนั้นเมื่อเวลาผันผ่านไประยะเวลาหนึ่งแล้วมันน่าจะได้สอนให้คนไทยคิดอะไรใหม่ๆแห่งยุคสมัยขึ้นมาได้บ้าง

ทว่าถึง ณ วันนี้ที่เวลาได้ผันผ่านไปเป็นแรมเดือนก็ยังไม่มีคนไทยคนใดเก็บเรื่องราวนี้มาทำการศึกษาวิจัยวิเคราะห์สังเคราะห์หาหนทางปฎิบัติอย่างละเอียดในการสร้างระบบเศรษฐกิจไทยยุคอนาคตขึ้นมาบนองค์ประกอบ4ประการ: 1เกษตรกรผู้ผลิต-2พ่อค้าคนกลาง-3ระบบโลจิสติกส์-4รัฐไทย(ผู้รับผิดชอบกำหนดยุทธศาสตร์/นโยบาย/อำนาจ…) ดังที่มันควรจะเป็น!!!

ทุกครั้งที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติและได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดและแก้ปัญหาบางอย่างได้สำเร็จที่เราคนไทยสมควรที่จะต้องนำมันมาศึกษาวิเคราะห์/พัฒนาต่อยอดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศไทย(ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทย)ก้าวสู่อนาคตต่อไป ทว่าเราคนไทยก็ไม่ทำ

ไม่มีใครกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่สมควรจะทำ

ประเทศไทยจึงประสบปัญหาวิกฤติซ้ำซ้อนอยู่เรื่อยไปโดยดำรงสภาพความเป็นประเทศด้อยพัฒนาอยู่ต่อไป

อันหมายถึงว่าคนไทย(เกษตรกร)ก็จะยังคงมีสถานะเป็นคนยากจนอยู่ต่อไปและยังขาดโอกาสอยู่ต่อไป

“ข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล” มันเสมือนกับเป็นปรากฏการณ์ “ไฟไหม้ฟาง” ที่มันกำลังจะเลือนหายไปเหมือนกับปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟางอื่นๆที่ได้จางหายจนสิ้นในระยะเวลาไม่นาน

“ข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล” โดยกองทัพอากาศ มันคงเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับการปฎิบัติการทางอากาศในระหว่างเกิดสงครามโรคระบาดCovid-19ที่มันกำลังจะถูกลืมและเลือนหายไปในที่สุด!!!

error: Content is protected !!