วันเสาร์, 26 กันยายน 2563

“ผู้พันเบิร์ด”ถ่ายทอด ความน่ารัก แต่ทรงเข้มแข็ง แข็งแกร่ง อดทน แบบทหาร ของ”พระราชินีฯ”

01 มิ.ย. 2020
195

 

พระอัจฉริยภาพ ทางการทหาร
“พลเอกหญิง สมเด็จพระบรมราชินี สุทิดาฯ” ทรงอดทน ทรงเป็นราชองครักษ์ ทรงฝึกเองจริง ทุกหลักสูตร ตามมาตรฐานของ”ในหลวง”
ทั้ง ราชวัลลภเริงระบำ-พิธี พระราชทาน ธงชัยเฉลิมพล
ทรงผ่านหลักสูตรโดดร่มของศูนย์สงครามพิเศษ ของ ทบ. -เป็นทหารหญิงคนแรก ที่โดดร่มลงทะเล ของนาวิกโยธิน ทั้งกลางวันและกลางคืน -ว่ายน้ำ 300 เมตร ที่สำคัญ พระราชอัธยาศัยอ่อนน้อม และ มี รอยยิ้ม

“ผู้พันเบิร์ด” พันเอก วันชนะ สวัสดี วิทยากรจิตอาสา 904 กล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “พระราชกรณียกิจ ด้านทหาร และ โครงการจิตอาสาพระราชทาน” ในการสัมมนาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 2563

พันเอก วันชนะ ที่ผ่านหลักสูตร จิตอาสาพระราชทาน มาแล้ว กล่าวตอนหนี่งว่า สมเด็จพระราชินีฯ ท่านทรงปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ อย่างมุ่งมั่นในการถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

และ ทรงตั้งมั่นในการถวายรักษาความปลอดภัยด้วย ผ่านการฝึกฝนทางทหาร มีความเข้มแข็ง อดทน และมีวินัยอย่างยิ่ง ด้วยพระองค์เอง

เช่น เมื่อ 11พ.ค.2559 ซึ่งสมเด็จพระราชินีฯ ทรงทำหน้าที่ผู้บังคับกองผสมฯ ในการแสดงทางทหารประกอบดนตรี
ราชวัลลภเริงระบำ Hope to the Body Slams ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

โดยใช้เวลาการแสดง 48-50 นาที มีทั้งหมด 3 บทของการฝึก บางบทมี 6 กลุ่มท่า บางบทมี 7 กลุ่มท่า กลุ่มท่าต่างๆ ประกอบด้วย การแทรกขบวน มีทั้งท่านั่ง ทางยืน ท่าเดิน ซ้ายหัน ขวาหัน รวมถึง ท่าแทรกขบวน แถวแซงเสด็จ ขณะเคลื่อนที่ ท่าการใช้อาวุธในการแสดงความเคารพ ท่าเคลื่อนที่ทางการทหารโดยถือปืนไปด้วย ท่าตรวจอาวุธประจำหมวด ทั้งปืนกล ปืนเล็กยาว ปืนสั้น

สิ่งที่เห็นทั้งหมด คือ พระองค์ท่านได้ฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวัน ตามมาตรฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ทหารด้วยกัน จะรู้ความรู้สึกของการฝึกดีว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่ซ้อมจริง ทำออกมาแบบนี้ไม่ได้ มีหลายคน อาจคิดว่าพระองค์ท่าน ไม่ได้ฝึกจริงจัง แล้วก็ได้ประกาศ ได้วุฒิบัตร ได้เข็มมา

ทั้งๆที่ความจริง พระองค์ท่านต้องฝึกหนัก และการฝึก เพื่อถวายความปลอดภัยนั้น เป็นไปตามมาตรฐานของในหลวงทั้งหมด “

พันเอก วันชนะ กล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่ สมเด็จพระราชินี ทำหน้าที่ราชองครักษ์ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็น พระบรมโอรสาธิราชฯ ในพิธีตอกหมุด บรรจุเส้นพระเกศาในหลวง ร.9 และ ถวายธงชัยเฉลิมพล 63 ธง

ภาพที่เห็นคือ พระราชินีฯ ทรงนั่งคุกเข่าอยู่ข้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ระยะเวลาที่กองทหารเข้ารับธงชัยเฉลิมพลฯ เฉลี่ยหน่วยละ 1 นาที รวม 63 หน่วย เท่ากับว่าต้องนั่งอยู่ประมาณ 1 ชม. ในแต่ละช่วงของการนั่ง จะมีการคุกเข่าสูงขึ้นมา รับธงชัยเฉลิมพลที่มีน้ำหนักพอสมควร และยื่นให้ในหลวง และก็ต้องนิ่ง

นี่คือความอดทน และความมุ่งมั่นของพระองค์ ในการถวายความปลอดภัย และ ถวายพระเกียรติให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”

นอกจากนี้ พระประวัติของพระองค์ นั้น ที่ได้รับพระราชทานยศทางทหาร นั้น ไม่ได้มีการข้ามยศ หรือ รวดเร็วเกินไป

เริ่มต้นจากการเป็นนายทหารยุทธการ และก่อนขึ้นเป็นรองผู้บังคับกองพันฯ ก็ต้องไปเรียนชั้นนายร้อยฯ ชั้นนายพันฯ หลักสูตร 3 เดือน ที่ศูนย์การทหารราบ

จากนั้นเป็นขึ้นตามลำดับชั้นจาก ผู้บังคับกองพันฯ รองผู้บังคับการกรมฯ ขึ้นเป็น ผู้บังคับการกรมโรงเรียนทหารมหาดเล็กฯ จากนั้นเป็นฝ่ายเสนาธิการ และ ปี 2558 เป็นราชองครักษ์

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้เข้ารับการฝึกทางทหารหลายหลักสูตร หลังจากผ่านเคยผ่านหลักสูตรทหารมหาดเล็กฯ มาแล้ว ก็เข้ารับการอบรมหลักสูตรการยิงปืนพก

รวมถึงหลักสูตรของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ Jungle Warfare เหมือนกับหลักสูตรจู่โจมของกองทัพบก ผสมกับ หลักสูตรทหารเสือราชินี

นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงผ่านหลักสูตรโดดร่มของศูนย์สงครามพิเศษ ของ ทบ.

และ เป็นทหารหญิงคนแรกที่กระโดดร่มของนาวิกโยธินที่โดดร่มลงทะเล ทั้งกลางวันและกลางคืน

การเทสต์ร่างกาย ต้องว่ายน้ำ 300 เมตร ซึ่งทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การทำหน้าที่ราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

นอกจากนั้นยังผ่านหลักสูตรการบินในปี 2553-2555 โดยเป็นศิษย์การบินของโรงเรียนศูนย์การบินทหารบก เป็นศิษย์การบินโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศ และ สอบนักบินเครื่องบินพาณิชย์ได้ใบอนุญาตจากยุโรป

“นี่คือ สมเด็จพระราชินีฯ ที่พวกเรารักจากพระอัจฉริยภาพ และ พระราชอัธยาศัย ความอ่อนน้อมที่เป็นกันเอง จากรอยยิ้มที่ พวกเราเห็นจากข่าวพระราชสำนัก จึงไม่น่าแปลกใจ ที่พระองค์เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย”

พันเอกวันชนะ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กับสมเด็จพระราชินีฯเป็นการสืบสาน รักษาต่อยอดจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นไปตามพระปฐมบรมราชโองการของในหลวงรัชกาลที่ 10 มีการจัดทำ“โคกหนองนาโมเดล”ฟาร์มตัวอย่าง ในโครงการฟาร์มตัวอย่าง ต้านภัยโควิด -19 “

โดยพระราชทานมาจาก ฟาร์มสาธิตขึ้นในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ( ร.11 รอ.)

ซึ่งไม่ใช่แค่การขุดบ่อ เลี้ยงปลา ปลูกพืช ผัก แต่มีการออกแบบทางวิศวกรรม มีการปลูกพืชไม่เหมือนกัน

แต่มีหลักการทางวิศวกรเช่นเดียวกัน ว่าขุดบ่อตรงไหน ขุดคลองไส้ไก่ให้น้ำไหลผ่านต้นไม้อะไรบ้าง แบ่งพื้นที่ปลูกพืชอย่างไร

โดยมีการกระจายไปทำในพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า เช่น น่าน เชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเมื่อทำไปแล้วจะเห็นความชุ่มชื้นของป่าคืนป่า และ เห็นผลผลิตใน 1-3 ปี คนที่ทำก็จะได้รายได้กลับเข้ามาสู่ตนเอง พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่าปีที่5-6 จะได้รายได้ต่อปีเท่าไร เมื่อก่อนนี้ใช้แนวคิดพลังจอบเปลี่ยนโลก ลงแขกช่วยแรงกัน ด้วยแรงคน

แต่ในปัจจุบันพระองค์ให้หน่วยทหารทั่วประเทศ ไปสนับสนุนในเรื่องเครื่องมือเจาะ ขุด ลงไปได้ ให้ขุดเลย ก็จะเป็นฟาร์มที่เกิดเร็วขึ้น เห็นผลดีขึ้น

กุศโลบาย คือให้เกิดผลแห่งความสามัคคีของคนในชาติ โดยทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วย เราเห็นถึงค และเรื่องราวในอัจฉริยะภาพของท่านต่อไป

หลังจากนี้พวกเราในฐานะทหารมีหน้าที่ 3 ประการ 1.เรียนรู้อย่างถ่องแท้ 2.นำสิ่งที่เรียนรู้ประชาสัมพันธ์ให้เกิดผล 3.บอกต่อถ่ายทอดต่อส่วนรวม เพื่อ รักษาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่กับสังคมไทยต่อไป การบรรยายให้เข้าใจในเหตุการณ์ในแต่ละยุคเป็นเรื่องที่ยาก ทหารอีก20 ปีข้างหน้าก็จะเปลี่ยนจากปัจจุบันนี้

ดังนั้นแนวความคิด บริบทสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่การดำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เราพากเพียรอธิบายให้คนรุ่นหลังได้รู้บางครั้งต้องอาศัยวิธีการ เราจะอธิบายให้ลูกหลานให้ฟังแบบที่เป็นพวกเดียวกันรู้เรื่องคงไม่ได้ เพราะบริบทและสิ่งแวดล้อมของเขาต่างจากเรา จึงเป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องใช้อธิบายต่อไปให้คนรุ่นหลังฟัง” พ.อ.วันชนะ กล่าว

error: Content is protected !!