วันพฤหัสบดี, 6 สิงหาคม 2563

“เลขาฯสมช.” นำทีมฝ่ายความมั่นคง เสนอ ต่อ พรก.ฉุกเฉิน-คง”เคอร์ฟิว” และมาตรการ คุมเข้ม ต่อ งดการชุมนุม สภาพัฒน์ฯ เสนอมาตรการผ่อนปรน

27 เม.ย. 2020
72

 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)

นายกฯ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทำให้ผลการดำเนินงานของไทยได้รับการยอมรับยกย่องจากทั่วโลก

รวมทั้งWHO และได้ขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถือว่าเป็นผลจากความพยายามทุ่มเทจากทุกภาคส่วน รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ร่วมดำเนินการอย่างจริงจัง

พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานในที่ประชุม ถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ว่าสถานการณ์การปฏิบัติตามข้อสั่งการของ ผอ.ศบค. แต่เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

และเห็นว่าให้ขยายการต่อ พ.ร.ก. ออกไปอีก 1 เดือน และพิจารณาคงมาตรการที่สำคัญ และจำเป็น ได้แก่

1. ควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ขยายการห้ามอากาศยานบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 1 เดือน (ระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563)
2. งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด โดยไม่มีเหตุจำเป็น
3. ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน (curfew) ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น.
4. งดการดำเนินกิจกรรมที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมาก ห้ามประชาชนเข้าไปในพื้นที่ หรือสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมาก งดการทำกิจกรรมร่วมกัน หรือประกอบกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นการชั่วคราว

พลเอก สมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางการผ่อนปรน ภายหลังการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ศบค. มีอำนาจในการกำหนดการผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้เกิดมาตรฐานของประเทศ และมีความเป็นเอกภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ตลอดจน มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และผู้ว่าราชการทุกจังหวัดกำหนดรายละเอียดการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ตามสภาพปัญหา ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ และการได้รับความร่วมมือจากประชาชน

โดยคำนึงถึงหลักการพิจารณาที่สำคัญ ดังนี้
– คำนึงถึงปัจจัยด้านการสาธารณสุขเป็นหลัก
– วิธีดำเนินการให้พิจารณาจากประเภทของกิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และมีการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด เช่น

1. การเว้นระยะห่างทางสังคม และทุกคนต้องสวมหน้ากาก 2. การวัดอุณหภูมิ 3. การมีจุดบริการแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ/เจลล้างมือ 4. การจำกัดคนให้เหมาะสมต่อกิจกรรมและสถานที่ 5. จัดเจ้าหน้าที่ และ/หรือ ใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับการผ่อนปรนข้อกำหนดและมาตรการสำหรับกลุ่มต่างๆ และจัดทำคู่มือ สำหรับผู้ประกอบการ และประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจัดทำ Application ในการอำนวยความสะดวก และสำหรับประชาชนเพื่อให้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบการว่าควรไปใช้บริการหรือไม่

ทั้งนี้ในส่วนของคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน โดยนาย กลินท์ สารสิน ได้รายงานองค์ประกอบคณะทำงานจากภาคส่วนต่างๆ ว่าได้มีการหารือและกำหนดแนวทางหลักเกณฑ์ของความพร้อมการเปิดสถานที่

โดยกำหนดตามปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความหนาแน่น การระบายอากาศ การกำหนดกลุ่มสถานที่ประกอบการ

โดยได้เสนอจัดเป็นกลุ่มความเสี่ยงตามสี คือ ขาว เหลือง เขียว แดง จะจัดให้เปิดตามความพร้อม และปัจจัยองค์ประกอบ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ ซึ่งทั้งหมดจะมีการหารือเพื่อจัดทำข้อสรุปอีกครั้งในบ่ายวันนี้

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมการพิจารณาหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ และให้นำเรื่องต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปอีก 1 เดือนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อ

ซึ่งยังคงจำเป็นต่อการจำกัดการแพร่ระบาดโรค

ส่วนการผ่อนคลายมาตรการต่างๆต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งที่ประชุมได้เสนอความเห็น และอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงผลดี ผลกระทบในการพิจารณาต่อมาตรการดังกล่าว

โดยได้นำเหตุการณ์ ผลจากการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริง มาร่วมพิจารณา เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โดยศึกษาตามสถานการณ์ของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ และผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยต้องพิจารณาเรื่องการควบคุมโรค ควบคุมการระบาดด้วย

สำหรับกิจกรรมที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วม ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ากิจกรรมใดยังสามารถยังจัดกิจกรรมได้ โดยขอให้แต่ละภาคส่วนกำหนดมาตรการให้ชัดเจน

พลเอกประยุทธ์ ได้ให้หลักการว่า อยากให้ทุกจังหวัดเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากที่สุด ที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อให้ประชาชนได้มีรายได้

แต่หากส่วนไหนที่ยังไม่พร้อมอาจจะพิจารณาเป็นกรณี

สำหรับมาตรการ Work From Home ให้กำหนดเป็นมาตราการที่ยังดำเนินต่อไปในด้านการศึกษา ยังคงต้องให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 คือให้สถานศึกษาเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2563 จากวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมรองรับ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเรียนการสอนของเยาวชน

แม้ว่าสถานการณ์ภาพรวมในประเทศจะดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของคนทั้งประเทศ แต่ยังวางใจไม่ได้ สถานการณ์ทั่วโลกยังเป็นที่น่ากังวล

ขอให้คงมาตรการการประชาสัมพันธ์ ทุกขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนมั่นใจ ไว้ใจ

ทั้งนี้ ผู้ที่หายป่วย ออกจากโรงพยาบาลไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว ยังคงดำเนินการตามมาตรการอย่างต่อเนื่องด้วยความระมัดระวัง

ตลอดจน การแจกของให้ผู้ขาดแคลน เป็นเรื่องที่คนมีน้ำใจอยากช่วยเหลือกัน แต่ต้องไปดูการจัดระเบียบตามมาตรการ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค, นายกฯ ระบุ

error: Content is protected !!